ออกแบบยังไงให้เล่าเรื่องแบรนด์ 14 เทคนิคจากบรีฟสู่ภาพจำ ทำได้จริง

ออกแบบยังไงให้เล่าเรื่องแบรนด์ 14 เทคนิคจากบรีฟสู่ภาพจำ ทำได้จริง

องค์กรหนึ่งแห่งอาจมีเรื่องที่อยากสื่อเป็นสิบเรื่อง ทั้งประวัติ วิสัยทัศน์ ความเชื่อ คุณค่า กลุ่มเป้าหมาย และทิศทางในอนาคต แต่เมื่อถึงขั้นออกแบบโลโก้หรือออกแบบมาสคอต เราไม่สามารถเอาทุกเรื่องใส่ลงไปในภาพเดียวแล้วหวังว่าคนจะเข้าใจทั้งหมดได้

งานที่ดีจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะวาดยังไงให้สวย ?” แต่เริ่มจากการเลือกให้ได้ว่า คนควรจำอะไรจากแบรนด์นี้เป็นอย่างแรก และเราจะเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็นภาพได้อย่างไร ?

เราออกแบบสิ่งที่โจทย์ต้องการสื่อจริง ๆ หรือไม่ ?

จากประสบการณ์ของทีม Learn Studio ที่เคยพัฒนาผลงานเพื่อส่งเข้าประกวดทั้งตราสัญลักษณ์และมาสคอต เราพบว่าบรีฟแต่ละงานแตกต่างกันมาก บางงานเน้นอัตลักษณ์เดิมขององค์กร บางงานต้องเล่าเรื่องความสัมพันธ์หรือวาระครบรอบ บางงานต้องการความร่วมสมัย ขณะที่งานมาสคอตยังต้องคิดถึงบุคลิกและการนำไปใช้ต่อด้วย

บทความนี้จึงไม่ได้ชวนมาหา “สูตรสำเร็จในการชนะประกวด” แต่ชวนถอดวิธีคิดที่สามารถนำไปใช้กับงานออกแบบหลายประเภท ตั้งแต่การอ่านบรีฟไปจนถึงการทำให้ภาพหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของแบรนด์ หรือ Brand Identity

ในตัวอย่างที่ยกมาเป็นตัวอย่างจากกระบวนการออกแบบที่ทีมเคยลงมือทำจริง ไม่ใช่ตัวอย่างเพื่อบอกว่านี่คือคำตอบที่ดีที่สุดของโจทย์นั้น

1. ก่อนคิดว่าจะออกแบบอะไร ต้องรู้ก่อนว่า “งานนี้มีหน้าที่อะไร”

บรีฟเดียวอาจมีข้อมูลหลายหน้า แต่ข้อมูลทุกอย่างไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน

ก่อนเริ่มออกแบบ ลองแยกโจทย์ออกเป็น 3 ชั้นง่าย ๆ

  • สิ่งที่ต้องรักษา เช่น สีประจำองค์กร สัญลักษณ์เดิม ชื่อ หรือตัวอักษร
  • สิ่งที่ต้องการสื่อเพิ่ม เช่น ความทันสมัย ความเชื่อมโยง ความยั่งยืน หรือนวัตกรรม
  • สิ่งที่งานต้องทำได้จริง เช่น ใช้บนสื่อองค์กร ใช้ในกิจกรรม ทำเป็นมาสคอต หรือใช้ในวาระครบรอบ

เหตุผลที่ต้องแยกตั้งแต่ต้น เพราะโจทย์แต่ละงานให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน

บางการประกวดให้ความสำคัญกับความสอดคล้องกับ Theme และความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่บางงานให้ความสำคัญกับการใช้งานต่อด้วย เช่น Central Tham กำหนดว่ามาสคอตต้องเข้าใจง่าย สามารถต่อยอดใช้งานจริง และในกรณีผลิตเป็นชุดต้องสามารถสวมใส่ เดิน เคลื่อนไหว และแสดงอิริยาบถได้

ดังนั้นอย่าเพิ่งถามว่า “รูปไหนสวยที่สุด ?” แต่ให้ถามก่อนว่า “สุดท้าย งานชิ้นนี้ต้องทำหน้าที่อะไร ?”

2. จากบรีฟยาว ๆ ให้เหลือ “แก่นหนึ่งเรื่อง”

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือบรีฟมีคำดี ๆ เต็มไปหมด เช่นนวัตกรรม, ความยั่งยืน, การเติบโต, ความร่วมมือ, อนาคต, ผู้คน, ความรู้ พอเห็นทุกคำสำคัญ ก็อยากใส่ทุกอย่างลงในโลโก้

ผลคือมีทั้งวงกลม ลูกศร มือ คน โลก ใบไม้ และเส้นเชื่อมอยู่ในภาพเดียวกัน

ทางเลือกที่ดีกว่าคือหา Key Message หนึ่งเรื่องก่อน แล้วค่อยเลือกแนวคิดอื่นเป็นองค์ประกอบสนับสนุน

ตัวอย่างจากการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น – ไทย ทีมมองโจทย์ผ่านแนวคิดเรื่อง “ความสัมพันธ์ที่ดำเนินต่อไปสู่อนาคต”

แทนที่จะนำสัญลักษณ์ของทั้งสองประเทศมาวางรวมกันหลายชิ้น ทีมจึงใช้เลข 140 เป็นโครงหลัก แล้วใช้เส้นขอบฟ้าและการไล่สีจากธงชาติไทยไปสู่พระอาทิตย์ที่เชื่อมโยงกับญี่ปุ่น เพื่อสื่อการเดินทางและอนาคตร่วมกัน

ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าสัญลักษณ์ชุดนี้คือคำตอบที่ถูกที่สุด แต่คือการเห็นว่า เมื่อเลือกแก่นได้แล้ว การตัดสินใจเรื่องภาพจะง่ายขึ้น

ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น - ไทย
ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น – ไทย

3. แปลงนามธรรมเป็น “รูปธรรม”

ความท้าทายของงานออกแบบองค์กรคือบรีฟมักเต็มไปด้วยคำที่จับต้องไม่ได้ เช่น

  • ความสัมพันธ์
  • สุขภาพ
  • สันติภาพ
  • นวัตกรรม
  • ความยั่งยืน
  • โอกาส

นักออกแบบจึงต้องทำหน้าที่เหมือน “นักแปล” จากนามธรรมไปเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างเช่น Science + Health ไม่จำเป็นต้องวาดหลอดทดลองกับหัวใจ

ในงานประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ (Logo) College of Public Health Sciences จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีมเลือกใช้ตัวอักษร CPHS เป็นโครงหลัก และใช้เส้นคล้ายชีพจรเชื่อม H กับ S เพื่อสื่อความสัมพันธ์ระหว่าง Science และ Health ขณะเดียวกัน ตัว P ถูกลดทอนจากรูปดอกบัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เดิม ให้มีรูปทรงร่วมสมัยขึ้น

ความคิดจึงไม่ได้เริ่มจาก “มีสาธารณสุข ต้องวาดเครื่องหมายการแพทย์” แต่เริ่มจาก “เราจะทำให้แนวคิด Science และ Health เชื่อมกันอยู่ในโครงสร้างเดียวได้อย่างไร ?”

นี่เป็นหลักที่ใช้กับงานอื่นได้เช่นกัน

อย่าเพิ่งหาสัญลักษณ์จากคำตรง ๆ แต่ลองถามว่า เราสามารถทำให้งานออกแบบเกิดความหมายจากรูปทรง การเชื่อมโยง การใช้ซ้ำ จังหวะ หรือพื้นที่ว่างได้ไหม ?

ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากงานประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ (Logo) College of Public Health Sciences จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากงานประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ (Logo) College of Public Health Sciences จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4. หนึ่งสัญลักษณ์ไม่จำเป็นต้องมีแค่ความหมายเดียวเสมอไป

อีกอาการหนึ่งของงานที่ “พยายามเล่าเยอะเกิน” คือทุกชิ้นมีคำอธิบายของตัวเอง เช่น วงกลมหมายถึงอย่างหนึ่ง เส้นหมายถึงอีกอย่าง สามเหลี่ยมหมายถึงอีกเรื่อง สีแต่ละเฉดก็มีเรื่องเล่าแยกกัน สุดท้ายคอนเซปต์ยาวกว่าตัวงานหลายเท่า

ลองกลับมาดูว่า องค์ประกอบหนึ่งชิ้นสามารถทำหน้าที่มากกว่าหนึ่งอย่างได้หรือไม่

เช่น ในการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 80 ปี การเป็นสมาชิกสหประชาชาติของประเทศไทย ทีมใช้เลข 80 ที่ลากต่อเนื่อง เพื่อเป็นทั้งตัวเลขของวาระครบรอบและภาพแทนความสัมพันธ์ที่ดำเนินต่อเนื่อง โดยกิ่งมะกอกถูกนำมาเชื่อมกับแนวคิดเรื่องสันติภาพ ขณะที่เส้นสีจากธงชาติไทยทำหน้าที่ระบุตัวตนของประเทศไทย

จุดสำคัญคือ เมื่อองค์ประกอบแต่ละชิ้นมีหน้าที่ชัด เราก็ไม่จำเป็นต้องใส่สัญลักษณ์เพิ่ม เพียงเพื่อให้ “มีความหมายมากมาย”

งานที่มีความหมายมาก ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบมาก

ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 80 ปี การเป็นสมาชิกสหประชาชาติของประเทศไทย
ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 80 ปี การเป็นสมาชิกสหประชาชาติของประเทศไทย

5. ‘สิ่งที่ควรรักษา’ กับ ‘สิ่งที่ควรเปลี่ยน’ ต้องแยกให้ออก

การออกแบบใหม่ไม่ได้แปลว่าต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง โดยเฉพาะองค์กรที่มีประวัติหรือภาพจำอยู่แล้ว สิ่งที่มีอยู่เดิมบางอย่างอาจเป็นมูลค่าแบรนด์ หรือ Brand Equity ที่ควรรักษา เช่น

  • สี
  • ตัวอักษร
  • รูปทรง
  • สัญลักษณ์
  • เรื่องราว
  • ความสัมพันธ์กับองค์กรแม่

ตัวอย่าง CPHS ทีมต้องการให้งานดูทันสมัยและอยู่ได้นาน แต่ยังต้องรักษาความเชื่อมโยงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอัตลักษณ์ของวิทยาลัย จึงไม่ได้ลบดอกบัวออกแล้วสร้างภาพใหม่ทั้งหมด แต่เลือกลดทอนรูปเดิมให้กลายเป็นโครงสร้างตัวอักษร P และยังใช้สีชมพูร่วมกับสีเขียวน้ำทะเลที่สื่อถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

คำถามที่สำคัญมากสำหรับการรีแบรนด์ คือ เรากำลังแก้สิ่งที่ “เก่า” หรือกำลังลบสิ่งที่ “คนจำได้” ออกไปด้วย ? เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

6. อย่าพยายามทำให้โลโก้ “พูดทุกอย่างแทนองค์กร”

โลโก้ไม่จำเป็นต้องเล่าความหมายทั้งหมดของแบรนด์ด้วยตัวเอง

เพราะในชีวิตจริง ยังมีองค์ประกอบอื่นอีก เช่น สี, ภาพถ่าย, ภาพประกอบ (Illustration), การออกแบบตัวอักษร (Typography), ลวดลายกราฟิก (Pattern), การจัดวางองค์ประกอบ (Layout) และน้ำเสียงการสื่อสาร (Tone of Voice)

ที่สามารถช่วยเล่าอัตลักษณ์ของแบรนด์ต่อได้

กรณี CU Innovation Hub ทีมตีความคำว่า Innovation Ecosystem และ Connection ผ่านองค์ประกอบอย่าง

  • ผู้คน
  • Hub
  • Node Network
  • Navigation
  • พื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้

แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกแนวคิดกลายเป็น Icon แยกชิ้นแล้วอัดลงในโลโก้เดียว เพราะบางแนวคิดสามารถเก็บไว้พัฒนาเป็น ภาษากราฟิกของแบรนด์ ในสื่ออื่นได้ สิ่งนี้ทำให้โลโก้มีพื้นที่หายใจ และอัตลักษณ์ของแบรนด์มีพื้นที่เติบโต

ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ CU Innovation Hub (CUiHub) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตัวอย่างงานของ Learn Studio จากการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ CU Innovation Hub (CUiHub) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

7. สีไม่ควรมีแค่ “ความหมาย” แต่ต้องช่วยให้งานมันเวิร์ก

เวลาอธิบายคอนเซปต์สี เรามักเจอประโยคประมาณ

สีเขียว = ธรรมชาติ
สีฟ้า = ความน่าเชื่อถือ
สีแดง = พลัง

แต่ในงานจริง สีไม่ได้ทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์อย่างเดียว

ต้องถามเพิ่มด้วยว่า

  • เมื่อย่อเล็ก สีสองสีนี้ยังแยกกันออกไหม ?
  • บนพื้นขาวและพื้นเข้มยังใช้ได้หรือไม่ ?
  • พิมพ์จริงแล้วสีจะยังทำงานไหม ?
  • ถ้าไม่มีสี รูปร่างของโลโก้ยังจำได้หรือไม่ ?
  • สีใหม่เข้ากับระบบเดิมขององค์กรหรือเปล่า ?

บางงานกำหนดให้ผู้สมัครส่งทั้งเวอร์ชันสีและเวอร์ชันขาวดำ ซึ่งสะท้อนหลักง่าย ๆ ว่าโลโก้ไม่ควรพึ่งพาแค่สีเพียงอย่างเดียว

8. มาสคอตไม่ได้เริ่มจากคำว่า “น่ารัก”

หลักของงานออกแบบมาสคอต ต่างจากโลโก้อยู่พอสมควร

โลโก้ต้องเป็นภาพจำ แต่มาสคอตต้องเป็นทั้งภาพจำ + ตัวละคร จึงควรตั้งคำถามมากกว่าเรื่องหน้าตา

  • เขาคือใคร ?
  • มีบุคลิกอย่างไร ?
  • แทนคุณค่าอะไรของแบรนด์ ?
  • ถ้าเห็นโดยไม่มีชื่อองค์กร ยังมีบางอย่างเชื่อมโยงกลับมาหาแบรนด์ไหม ?
  • ทำท่าทางได้แค่ไหน ?
  • แสดงอารมณ์อื่นได้ไหม ?
  • มีเรื่องราวให้ไปต่อหรือไม่ ?

“ส้มกบ” ของ Learn Studio เริ่มจากแนวคิดเรื่องโอกาส ไม่ใช่เริ่มจากการหาตัวการ์ตูน

งานส้มกบถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Illustrating Impact

ทีมเลือกพืช “ส้มกบ” มาเป็นต้นทางของคาแรกเตอร์เพราะสามารถเชื่อมโยงไปยังเรื่องชุมชน คุณค่าของพืช และรูปทรงใบที่ชวนให้นึกถึงใบโคลเวอร์ (Clover) ซึ่งนำไปต่อยอดเป็นแนวคิดเรื่อง “โอกาส”

จากนั้นจึงพัฒนาบุคลิกให้ส้มกบเป็นภาพแทนของคนตัวเล็ก ๆ ที่มีศักยภาพ และสามารถเติบโตได้เมื่อได้รับโอกาสหรือทรัพยากรที่เหมาะสม

ในกรณีนี้เรื่องราวจึงมาก่อนการตกแต่งคาแรกเตอร์ และสิ่งที่น่านำเอาไปใช้ต่อไม่ใช่สูตรว่า “ทำแบบส้มกบแล้วจะได้รางวัล” เพราะสิ่งที่ใช้ต่อได้คือหลักว่า ถ้ามาสคอตมีที่มาที่ผูกกับแบรนด์จริง การเลือก รูปร่าง สี บุคลิก และเรื่องราวจะมีเหตุผลรองรับมากกว่าการเริ่มจากความน่ารักเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างผลงาน Character Design ของ Learn Studio ได้รับรางวัลถูกใจกรรมการจากโครงการ Central Tham Mascot Contest 2025
ตัวอย่างผลงาน Character Design ของ Learn Studio ได้รับรางวัลถูกใจกรรมการจากโครงการ Central Tham Mascot Contest 2025

9. ลองมองงานจากนอกอาร์ตบอร์ด

กติกาของแต่ละงานไม่เหมือนกัน บางงานขอเพียงโลโก้และคำอธิบาย บางงานขอคาแรกเตอร์หลายมุม หรือเปิดให้เสนอไอเดียการนำไปใช้เพิ่มเติม แต่ในกระบวนการออกแบบเอง การลองนำงานไปวางในบริบทต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ออกแบบหรือกราฟิกดีไซเนอร์มองเห็นปัญหาที่อาจไม่เห็นตอนงานอยู่โดด ๆ บนอาร์ตบอร์ด

เช่นลองวางโลโก้บน

  • ปกเอกสาร
  • รูปโปรไฟล์
  • ป้าย
  • เสื้อ
  • เข็มกลัด
  • บัตร
  • ของที่ระลึก

ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผลิตสิ่งเหล่านี้จริงทุกชิ้น ดังนั้น ม้อกอัปในที่นี้จึงทำหน้าที่เหมือนคำถามจำลอง

ถ้าวันหนึ่งโลโก้ต้องไปอยู่ตรงนี้ มันยังอ่านออกไหม ?

เช่นเดียวกับมาสคอตการลองวางบนสติกเกอร์ กระเป๋า หรือสินค้าจำลอง ซึ่งช่วยให้เห็นว่าคาแรกเตอร์ยังมีคงอัตลักษณ์เดิมเมื่อเปลี่ยนขนาดหรือบริบทหรือไม่

ประกวดตราสัญลักษณ์ครบรอบ 80 ปี การเป็นสมาชิกสหประชาชาติของประเทศไทย
ออกแบบแล้วต้องลอง “เอาไปใช้” ก่อนเชื่อว่ามันใช้ได้

10. อย่าทดสอบงานเฉพาะตอนที่มัน “สวยที่สุด”

สไลด์นำเสนอหรือ Presentation ของผู้ออกแบบมักเป็นสภาพแวดล้อมที่โลโก้ดูดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะพื้นหลังถูกเลือกมา ขนาดกำลังดี พื้นที่รอบโลโก้เยอะ สีเข้ากันทั้งหมด

แต่ชีวิตจริงไม่ได้ใจดีกับโลโก้ขนาดนั้น

ก่อนสรุปงานจึงควรลองเทสต์ง่าย ๆ เช่น

  • ย่อเล็ก ยังมองออกว่าเป็นอะไรไหม ?
  • เอาสีออก รูปทรงยังจำได้หรือไม่ ?
  • เปลี่ยนพื้นหลัง บนพื้นเข้มและอ่อนยังชัดไหม ?
  • ดูเร็ว ๆ เห็นอะไรเป็นอย่างแรก ?
  • หมุนไปใช้กับสื่ออื่น สัดส่วนยังเหมาะหรือไม่ ?
  • ตัดรายละเอียดบางส่วน งานดีขึ้นหรือแย่ลง ?

จุดประสงค์ไม่ใช่ทำให้โลโก้ใช้ได้ “ทุกสถานการณ์บนโลก” แต่เพื่อรู้ข้อจำกัดของมันก่อนส่งงาน

11. ถ้าคอนเซปต์ชัด เราควรอธิบายมันได้โดยไม่ต้องใช้ศัพท์ยาก

คำอธิบายคอนเซปต์เป็นอีกจุดที่ช่วยเช็กงานของตัวเองได้ดีมาก ถ้าเขียนแล้วพบว่าต้องอธิบายเป็นสิบย่อหน้าว่าแต่ละเส้นหมายถึงอะไร อาจลองย้อนกลับไปดูว่า งานของเรายังซับซ้อนเกินไปหรือเปล่า

โครงง่าย ๆ ที่ใช้ได้คือ โจทย์ > แนวคิดหลัก > สิ่งที่นำมาใช้ > สิ่งที่ต้องการสื่อ

ตัวอย่าง โจทย์ต้องการสื่อความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานและมุ่งไปสู่อนาคต จึงใช้เลข 140 เป็นองค์ประกอบหลัก และใช้เส้นที่เชื่อมสีของประเทศไทยไปสู่พระอาทิตย์ซึ่งสัมพันธ์กับภาพจำของญี่ปุ่น เพื่อสื่อถึงการเดินทางร่วมกัน

ไม่ต้องอธิบายให้ทุกเส้นมีหลักการ แค่ทำให้คนอ่านเข้าใจว่าการตัดสินใจทางภาพแต่ละอย่างมาจากไหน

กติกาบางงานยังจำกัดคำอธิบายอย่างชัดเจน เช่น กำหนดคอนเซปต์ไม่เกิน 100 คำ ซึ่งยิ่งบังคับให้นักออกแบบต้องตกผลึกงานให้กระชับ

12. งานประกวดต้องอ่าน “กติกา” ให้ละเอียดพอ ๆ กับบรีฟ

บางครั้งงานตอบโจทย์มาก แต่ผิดเงื่อนไข ก็จบก่อนถึงเรื่องความสวย

เรื่องที่ควรตรวจ เช่น

  • ส่งได้กี่แบบ ?
  • ไฟล์ต้องเป็นอะไร ?
  • มีข้อจำกัดเรื่องสีหรือขนาดไหม ?
  • ต้องเป็นผลงานใหม่หรือไม่ ?
  • ใช้ AI ได้หรือไม่ ?
  • ต้องแสดงคาแรกเตอร์กี่ด้าน ?
  • ต้องส่งคอนเซปต์ยาวแค่ไหน ?
  • สิทธิในผลงานหลังส่งเป็นของใคร ?
  • ผู้จัดมีสิทธิปรับแก้ผลงานหรือไม่ ?

บางงานระบุชัดว่าผลงานต้องเป็นงานใหม่ และห้ามใช้ AI ในการออกแบบ ขณะที่บางงานมีเงื่อนไขเรื่องความเป็นต้นฉบับ รูปแบบไฟล์ และสิทธิในผลงานที่ส่งเข้าประกวด

ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกอ่านตั้งแต่ก่อนเริ่มทำ ไม่ใช่ก่อนกดส่ง 10 นาที

13. ไม่ได้รางวัล ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรให้เรียนรู้

งานประกวดมีปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่โจทย์ เกณฑ์กรรมการ ผลงานคู่แข่ง ไปจนถึงความเหมาะสมกับบริบทของผู้จัด ดังนั้นงานที่ไม่ได้รับเลือกจึงไม่ควรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “Case Study ว่าเราทำถูกทุกอย่างแล้ว” แต่ก็ไม่จำเป็นต้องโยนทิ้ง

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ

  • เราเลือก Key Message ถูกไหม ?
  • มีอะไรที่ใส่มากเกินไปหรือเปล่า ?
  • ถ้าเห็นโดยไม่อ่านคอนเซปต์งานยังสื่อสารได้ไหม ?
  • สัญลักษณ์ที่เลือกคุ้นเคยเกินไปหรือไม่ ?
  • รูปทรงจำง่ายแค่ไหน ?
  • ถ้าได้ทำใหม่ เราจะเก็บอะไรและตัดอะไร ?

นี่คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์จริงเช่นกัน

เพราะประสบการณ์ไม่ได้เกิดเฉพาะตอนมีรางวัล แต่เกิดตอนเราต้องตัดสินใจบางอย่าง แล้วสามารถย้อนกลับมาดูว่าการตัดสินใจนั้นทำงานแค่ไหน

14. โลโก้และมาสคอตที่ดีควรเหลือ “ของให้แบรนด์ไปต่อ”

จุดสุดท้ายคืออย่ามองโลโก้หรือมาสคอตเป็นไฟล์สุดท้ายของงานทั้งหมด ลองถามว่า จากสิ่งที่ออกแบบ เราได้อะไรกลับมาบ้าง

เช่น โลโก้อาจต่อยอดเป็น

สี > ตัวอักษร > ลวดลายกราฟิก (Pattern) > ไอคอน > การจัดวางองค์ประกอบ (Layout) > Motion

Mascot อาจต่อยอดเป็น

บุคลิก > ท่าทาง > สีหน้า > เรื่องราว > สติกเกอร์ > Social Content

ตัวอย่างแนวคิด CUiHub ที่ทีมใช้เรื่อง Connection, Node และพื้นที่แลกเปลี่ยน แม้ตัวโลโก้จะเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ภาษาของ “การเชื่อมโยง” ยังสามารถถูกนำไปพัฒนาต่อในสื่ออื่นได้

หรือรูปร่างและบุคลิกของส้มกบก็สามารถต่อไปเป็นภาพท่าทางหรือสินค้าได้ โดยไม่ต้องคิดคาแรกเตอร์ใหม่ทุกครั้ง

ตรงนี้คือจุดที่งานออกแบบโลโก้และออกแบบมาสคอต เริ่มขยับจาก “ภาพหนึ่งชิ้น” ไปสู่อัตลักษณ์ของแบรนด์

ในงาน Logo & Branding และ Character Design ของ Learn Studio จึงพยายามเริ่มจากแก่นของโจทย์ก่อนพัฒนาเป็นภาพ และมองต่อว่าสิ่งที่ออกแบบสามารถอยู่ร่วมกับสื่ออื่นของแบรนด์ได้อย่างไร ไม่ใช่มองเฉพาะภาพเดี่ยวบนหน้าจอ

ก่อนจบ ลองถามงานตัวเอง 8 ข้อ

  1. โจทย์ เรารู้หรือยังว่างานนี้ต้องทำหน้าที่อะไร ?
  2. แก่น ถ้าเหลือหนึ่งเรื่อง คนควรจำอะไร ?
  3. ภาพ เราเปลี่ยนความหมายให้กลายเป็น Visual อย่างไร ?
  4. ความจำ มีรูปร่างหรือองค์ประกอบไหนที่จำได้ทันที ?
  5. ความพอดี มีอะไรที่ใส่เพราะ “อยากให้มี” มากกว่า “จำเป็นต้องมี” หรือไม่ ?
  6. การใช้งาน เมื่อเล็กลง เปลี่ยนพื้น หรือไม่มีสี ยังทำงานไหม ?
  7. คอนเซปต์ อธิบายเหตุผลหลักของงานได้ภายในไม่กี่ประโยคหรือไม่ ?
  8. ระบบ จากโลโก้หรือมาสคอตนี้ แบรนด์สามารถเอาอะไรไปต่อได้อีก ?

เพราะสุดท้ายโลโก้หรือมาสคอตที่ดีอาจไม่ได้เป็นงานที่ “มีความหมายมากที่สุด” แต่อาจเป็นงานที่เลือกความหมายได้ชัดที่สุด แล้วเปลี่ยนความหมายนั้นให้กลายเป็นภาพที่คนจำและองค์กรนำไปใช้ต่อได้จริง

Learn Studio ให้ความสำคัญกับการตีโจทย์และการทดลองนำองค์ประกอบไปใช้บนสื่อต่าง ๆ ไม่ใช่ตัดสินจากภาพโลโก้เดี่ยว ๆ บนหน้าจอเพียงอย่างเดียว
Learn Studio ให้ความสำคัญกับการตีโจทย์และการทดลองนำองค์ประกอบไปใช้บนสื่อต่าง ๆ ไม่ใช่ตัดสินจากภาพโลโก้เดี่ยว ๆ บนหน้าจอเพียงอย่างเดียว

บทความโดย ทีม Learn Studio

SHARE