รู้ไว้ไม่กระเป๋าแบน
- รถยนต์ ระดับน้ำ ~5-10 เซนติเมตร หรือท่วมครึ่งยางรถเก๋งถือว่าปลอดภัย สามารถขับผ่านได้ตามปกติ แต่ถ้าสูงขึ้นมาที่ ~10-20 เซนติเมตร หรือเสมอใต้ท้องรถเก๋ง/ครึ่งล้อต้องเริ่มระวัง ซึ่งรถเก๋งขับผ่านได้แต่ต้องปิดแอร์และใช้เกียร์ต่ำ
- รถจักรยานยนต์ ระดับน้ำ ~5-10 เซนติเมตร หรือต่ำกว่าขอบท่อไอเสียถือว่าปลอดภัย ขี่ผ่านได้ตามปกติ โดยเกียร์ออโต้ควรเริ่มเลี้ยงคันเร่ง แต่ถ้าสูงขึ้นมาที่ ~10-15 เซนติเมตร หรือเสมอขอบท่อไอเสียและห้องสายพานต้องเริ่มระวัง โดยเกียร์ธรรมดาต้องใช้เกียร์ 1 ส่วนเกียร์ออโต้เสี่ยงสายพานลื่น รถเร่งไม่ขึ้น และเครื่องยนต์เสี่ยงดับ
ทำไม กทม. น้ำท่วมซ้ำซาก ? เจาะลึก Pain Point คนเมือง
สถานการณ์น้ำท่วม กทม. ล่าสุด (ช่วงวันที่ 23-27 กันยายน 2569) จากการรายงานของสำนักการระบายน้ำ กทม. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในช่วงสัปดาห์นี้ (23-27 กันยายน 2569) พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเสี่ยงเจอฝนตกหนักถึงหนักมากเกือบเต็มพื้นที่ (70-80%) จากอิทธิพลมรสุมกำลังแรง (เดลินิวส์, 2569)
โดยบางจุดอาจมีฝนตกสะสมสูงเกิน 100 มิลลิเมตร (เช่น เขตมีนบุรี, คลองสามวา, ลาดกระบัง) ซึ่งเป็นระดับน้ำฝนที่มากเกินกว่าระบบท่อระบายน้ำเมืองจะรับไหว (สยามรัฐ, 2569) และอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรอการระบายทันทีบนถนนสายหลักหลายจุด เช่น ถนนวิภาวดีรังสิต (ช่วงซอย 64-68 น้ำสูง 10-15 เซนติเมตร) และถนนลาดกระบัง (ช่วงแยกกิ่งแก้ว น้ำสูง 15-20 เซนติเมตร) (ฐานเศรษฐกิจ, 2569) รวมถึงถนนสุวินทวงศ์ และถนนหลวงแพ่ง
ทำไมฝนตกหนักทีไร กรุงเทพฯ ถึงน้ำท่วมทันที ? เกิดจาก 4 สาเหตุหลัก
- ขีดจำกัดท่อระบายน้ำเมือง ระบบท่อ กทม. รองรับปริมาณฝนได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หากเกิดฝนตกหนักระดับ 80-100 มิลลิเมตรขึ้นไป น้ำจะทะลักขังรอการระบายทันที
- ผังเมืองทรุดตัวและเป็นแอ่งกระทะ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำ ทำให้เวลาน้ำท่วม มวลน้ำจะไหลไปกองรวมกันตามซอยแยกต่าง ๆ
- ขยะและไขมันอุดตันหน้าตะแกรง ขยะมูลฝอยลอยไปปิดทางน้ำ ทำให้ปั๊มน้ำตามสถานีสูบทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- น้ำทะเลหนุนสูงและมวลน้ำเหนือ เมื่อฝนตกหนักพร้อมน้ำทะเลหนุนในแม่น้ำเจ้าพระยา การดันน้ำออกจากเมืองจะช้าลงหลายเท่า
สิ่งที่ตามมาคือความเจ็บปวดกับค่าใช้จ่าย รถจมน้ำเข้าห้องเครื่อง ค่าซ่อมเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท หากน้ำดันเข้าลูกสูบเครื่องยนต์พังถาวร
บทเรียนราคาแพง รถจมน้ำพังยับกลางกรุงเทพฯ
จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรอการระบาย 10-20 เซนติเมตร บนถนนสายหลักอย่างวิภาวดีรังสิตและลาดกระบัง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความเสี่ยงที่เครื่องยนต์จะดับกลางทาง
โดยคู่มือแนะนำการขับขี่ปลอดภัยยามฝนตกหนักจาก (Thai PBS, 2560) ระบุเตือนชัดเจนว่า สาเหตุหลักที่ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ดับพังเสียหาย มักเกิดจากการที่ผู้ขับขี่เปิดแอร์ทิ้งไว้ขณะลุยน้ำ จนพัดลมหม้อน้ำตีน้ำเข้าห้องเครื่อง และการพยายามสตาร์ตเครื่องยนต์ซ้ำขณะรถดับกลางน้ำ จนน้ำถูกดูดเข้าห้องเผาไหม้ทำให้ก้านสูบหัก
ขับรถลุยน้ำท่วมสูงแค่ไหนถึงรอด ? เช็กระดับน้ำก่อนเสี่ยงเครื่องพัง
รถยนต์
การวัดระดับน้ำท่วมว่าปลอดภัยหรืออันตรายนั้น อ้างอิงจากระยะความสูงต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถของประเภทรถยนต์ดังนี้
- เกณฑ์มาตรฐานความสูงใต้ท้องรถเฉลี่ย
- รถเก๋ง/Eco Car/Sedan/Hatchback มีความสูงใต้ท้องรถเฉลี่ยอยู่ที่ 13-16 เซนติเมตร
- รถ Crossover/SUV/รถกระบะ มีความสูงใต้ท้องรถเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25+ เซนติเมตร
รถจักรยานยนต์
การวัดระดับน้ำท่วมว่าปลอดภัยหรืออันตรายสำหรับรถจักรยานยนต์นั้น อ้างอิงจากตำแหน่งความสูงของท่อไอเสีย กรองอากาศ และห้องสายพานของรถแต่ละประเภทดังนี้
- เกณฑ์มาตรฐานความสูงจุดเสี่ยงเฉลี่ย
- รถเกียร์ออโต้ (Scooter/CVT) ท่อไอเสีย กรองอากาศ และชุดห้องสายพานตั้งอยู่ต่ำมาก อยู่สูงจากพื้นเฉลี่ยเพียง 10-15 เซนติเมตร
- รถเกียร์ธรรมดา (Underbone/Manual) ท่อไอเสียและตำแหน่งกรองอากาศอยู่สูงขึ้นมาเล็กน้อย อยู่สูงจากพื้นเฉลี่ย 15-25 เซนติเมตร
- รถบิกไบค์/ทัวร์ริง/วิบาก (Dual-Sport/Adventure) ตำแหน่งท่อและกรองอากาศถูกยกสูงจากพื้นเฉลี่ย 30-40+ เซนติเมตร
ระดับน้ำเทียบกับความเสี่ยงของรถแต่ละประเภท
รถยนต์
ท่วมครึ่งยางรถเก๋ง : ปลอดภัย
- ระดับน้ำ ~5-10 เซนติเมตร สำหรับรถทุกประเภท ทั้งรถเก๋งและรถกระบะ สามารถขับผ่านได้ตามปกติ แต่ควรลดความเร็ว
ท่วมเสมอใต้ท้องรถเก๋ง/ครึ่งล้อรถเก๋ง : เริ่มต้องระวัง
- ระดับน้ำ ~10-20 เซนติเมตร รถเก๋งขับผ่านได้แต่ต้องปิดแอร์และใช้เกียร์ต่ำ ส่วนรถกระบะ/SUV ขับผ่านได้สบาย
ท่วมท่อไอเสียและขอบประตูรถเก๋ง : เสี่ยงภัยสูงสำหรับรถเก๋ง
- ระดับน้ำ ~20-30 เซนติเมตร หากมีคลื่นน้ำสวน น้ำจะทะลักเข้าห้องโดยสารและท่อไอเสีย รถเก๋งควรหลีกเลี่ยงทันที ส่วนรถกระบะ/SUV ยังพอขับผ่านได้
ท่วมถึงใต้ท้องรถกระบะ/ครึ่งล้อ SUV : วิกฤต/รถเก๋งห้ามขับผ่านเด็ดขาด
- ระดับน้ำ ~40-50 เซนติเมตร เครื่องยนต์ดับพังทันที อนุญาตเฉพาะรถกระบะยกสูงเท่านั้น
ท่วมฝากระโปรงหน้ารถทุกชนิด : อันตรายถึงชีวิต
- ระดับน้ำ ~60 เซนติเมตรขึ้นไป ห้ามรถทุกประเภทขับผ่านเด็ดขาด เพราะตัวรถจะลอยตามน้ำและเครื่องยนต์พังถาวรทันที
รถจักรยานยนต์
ต่ำกว่าขอบท่อไอเสีย : ปลอดภัย
- ระดับน้ำ ~5-10 เซนติเมตร สำหรับมอเตอร์ไซค์ทุกประเภท สามารถขับขี่ผ่านได้ตามปกติ แต่รถเกียร์ออโต้ควรเริ่มเลี้ยงคันเร่งไว้เพื่อป้องกันน้ำดันย้อนเข้าท่อ
ท่วมเสมอขอบท่อไอเสียและห้องสายพาน : เริ่มต้องระวัง
- ระดับน้ำ ~10-15 เซนติเมตร รถเกียร์ธรรมดาขี่ผ่านได้ด้วยเกียร์ 1 แต่สำหรับรถเกียร์ออโต้ถือเป็นระดับเริ่มเสี่ยง น้ำอาจซึมเข้าห้องสายพานทำให้สายพานลื่น รถเร่งไม่ขึ้น และเครื่องยนต์เสี่ยงดับ
ท่วมเสมอกรองอากาศและดุมล้อ : เสี่ยงภัยสูง/รถเกียร์ออโต้ห้ามลุยเด็ดขาด
- ระดับน้ำ ~15-20 เซนติเมตร หากมีคลื่นน้ำจากรถใหญ่ซัดมา น้ำจะทะลักเข้ากรองอากาศ ท่อไอเสีย และห้องเครื่องยนต์ทันที รถเกียร์ออโต้ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด รถเกียร์ธรรมดาต้องเลี้ยงคันเร่งสูงและห้ามผ่อนเด็ดขาด
ท่วมเสมอบ่อพักเท้า/เสมอเบาะ : วิกฤต/ห้ามขี่ผ่านเด็ดขาด
- ระดับน้ำ ~25-40 เซนติเมตร เครื่องยนต์ดับพังทันที เพราะกรองอากาศดูดน้ำเข้าห้องเผาไหม้ อนุญาตเฉพาะรถสไตล์วิบากหรือทัวร์ริ่งยกสูงเท่านั้น
ท่วมเกินถังน้ำมัน/มิดตัวรถ : อันตรายถึงชีวิต
- ระดับน้ำ ~50 เซนติเมตรขึ้นไป ห้ามรถจักรยานยนต์ทุกประเภทขี่ผ่านเด็ดขาด เพราะกระแสน้ำจะพัดรถลอย เสียการทรงตัวจนล้มลง เกิดอันตรายถึงชีวิต และเครื่องยนต์พังถาวรทันที
เช็กจุดน้ำท่วมถนนและระดับน้ำเรียลไทม์ได้ทันทีก่อนลุย
- ระบบรายงานสถานการณ์น้ำท่วมขังบนถนนสายหลัก สำนักการระบายน้ำ กทม.
- ระบบตรวจวัดน้ำท่วมถนน กทม. เรียลไทม์ (weather.bangkok.go.th/Flood)
5 เทคนิคประคองเครื่องยนต์ไม่ให้ดับกลางทาง
หากเลี่ยงไม่ได้และต้องขับผ่านจุดน้ำท่วมขัง ให้ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้อย่างเคร่งครัด (Thai PBS, 2560)
รถยนต์
- ปิดแอร์ทันที เพื่อหยุดพัดลมหม้อน้ำ ไม่ให้พัดลมตีน้ำกระจายเข้าห้องเครื่องยนต์ และป้องกันเศษขยะเข้าไปติดใบพัดจนมอเตอร์ไหม้
- ใช้เกียร์ต่ำ และเลี้ยงคันเร่งคงที่ เกียร์ธรรมดาใช้เกียร์ 1-2 ส่วนเกียร์ออโต้ใช้เกียร์ L หรือเกียร์ 1 เลี้ยงรอบเครื่องให้อยู่ที่ 1,500-2,000 รอบ/นาที เพื่อให้แรงดันไอเสียดันน้ำไม่ให้ย้อนเข้าท่อ
- ห้ามเร่งเครื่องแรง และขับชะลอความเร็ว การขับเร็วจะสร้างคลื่นน้ำกระแทกด้านหน้ารถ ทำให้ดันน้ำเข้ากรองอากาศได้ง่ายขึ้น
- เว้นระยะห่างจากคันหน้า 2-3 เท่า เพราะประสิทธิภาพเบรกจะลดลงเมื่อจานเบรกเปียกน้ำ และช่วยให้มีพื้นที่หลบหลีกหากรถคันหน้าดับ
- ย้ำเบรกเบา ๆ หลังพ้นน้ำ และห้ามดับเครื่องทันที เหยียบแตะเบรกเบา ๆ เป็นระยะเพื่อไล่น้ำออกจากจานเบรก และจอดติดเครื่องทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้ความร้อนช่วยไล่ความชื้นในห้องเครื่อง
รถจักรยานยนต์
- เลี้ยงคันเร่งคงที่ ห้ามผ่อนคันเร่งเด็ดขาด เพื่อรักษาแรงดันไอเสียดันน้ำไม่ให้ย้อนเข้าท่อ หากจำเป็นต้องชะลอความเร็ว ให้บิดคันเร่งค้างไว้เล็กน้อยแล้วกำเบรกช่วย
- ใช้เกียร์ต่ำให้เหมาะสม รถเกียร์ธรรมดาให้ใส่เกียร์ 1 ค้างไว้ตลอด ส่วนรถเกียร์ออโต้ต้องคุมคันเร่งสม่ำเสมอ เพื่อประคองแรงส่งและไม่ให้น้ำเข้าห้องสายพาน
- ระวังคลื่นน้ำซัดจากรถใหญ่ และชะลอความเร็ว หลีกเลี่ยงการขี่ขนานหรือสวนกับรถกระบะและรถบรรทุก เพราะคลื่นน้ำอาจซัดจนรถลื่นไถลล้ม หรือดันน้ำเข้ากรองอากาศด้านข้างจนเครื่องดับทันที
- เว้นระยะห่างและสังเกตแนวทางเดินรถ ขับตามแนวล้อรถคันหน้าเพื่อหลบหลีกแอ่งน้ำลึก ใช้เท้าคอยประคองทรงตัวเบา ๆ แต่ระวังการหย่อนเท้าลงในจุดน้ำลึกจนรถเสียหลัก
- กำเบรกหน้า-หลังเบา ๆ ไล่น้ำหลังพ้นน้ำ ย้ำเบรกเบา ๆ เป็นระยะเพื่อให้ความร้อนไล่น้ำและความชื้นออกจากจานเบรก/ดรัมเบรก และจอดติดเครื่องทิ้งไว้สักครู่ ห้ามดับเครื่องทันที
เอาตัวรอดอย่างไร ? เมื่อรถเกิดดับกลางน้ำท่วม
รถยนต์
- ห้ามบิดกุญแจสตาร์ตเครื่องยนต์ใหม่เด็ดขาด การสตาร์ตซ้ำขณะมีน้ำในห้องเครื่อง จะทำให้ก้านสูบหักและเครื่องยนต์พังถาวรทันที
- ปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด ตัดการทำงานของสวิตช์กุญแจและไฟรถ เพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วและลัดวงจร
- ปลดเกียร์ว่าง (เกียร์ N) แล้วเข็นรถ เคลื่อนย้ายรถเข้าข้างทางหรือขึ้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง
- โทรขอความช่วยเหลือทันที
- กรณีต้องการรถลากออกจากจุดน้ำท่วมด่วน โทร. สายด่วนตำรวจจราจร 1197 หรือสายด่วน กทม. 1555 เพื่อให้หน่วยเคลื่อนที่เร็วหรือรถยกตำรวจช่วยยกลากเข้าที่ปลอดภัย
- กรณีเจ็บป่วย/ติดในพื้นที่วิกฤต โทร. สายด่วน ปภ. 1784
- กรณีลากเข้าอู่ซ่อม ติดต่อบริษัทประกันภัย หรือบริการรถยกเอกชนเพื่อเคลื่อนย้ายรถไปอู่ต่อไป
รถจักรยานยนต์
- ห้ามกดสตาร์ตมือ หรือกระทืบสตาร์ตเท้าซ้ำเด็ดขาด การสตาร์ตซ้ำขณะมีน้ำค้างในห้องเครื่อง จะดูดน้ำเข้าลูกสูบ ทำให้ก้านสูบหักและเครื่องยนต์พังถาวรทันที
- ปิดสวิตช์กุญแจทันที เพื่อตัดระบบไฟ ป้องกันไฟฟ้ารั่วและลัดวงจรเข้ากล่อง ECU หรือแบตเตอรี่
- รีบพยุงรถเข็นขึ้นฟุตบาทหรือที่สูง มอเตอร์ไซค์น้ำหนักเบา ควรรีบเข็นออกจากจุดน้ำท่วมเพื่อไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าท่อหรือกรองอากาศเพิ่มขึ้น โดยสามารถตั้งขาตั้งคู่ แล้วยกรถด้านหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้น้ำที่ค้างในปลายท่อไอเสียไหลออกมา
- โทรขอความช่วยเหลือ/เข็นเข้าร้านซ่อมใกล้ที่สุด
- กรณีต้องการความช่วยเหลือหรือรถลากบนถนน โทร. สายด่วนตำรวจจราจร 1197 หรือสายด่วน กทม. 1555
- กรณีเจ็บป่วย/ติดในพื้นที่วิกฤต โทร. สายด่วน ปภ. 1784
- กรณีซ่อมแซม เข็นเข้าร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ที่ใกล้ที่สุด หรือติดต่อศูนย์บริการ/บริษัทประกันภัย เพื่อตรวจเช็กกรองอากาศและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทันที
5 แหล่งเช็ก “น้ำท่วม-เรดาร์ฝน” เรียลไทม์ก่อนออกเดินทาง
อย่ารอให้ไปติดเกาะกลางถนน เช็กสถานการณ์น้ำและเส้นทางล่วงหน้าผ่าน 5 ช่องทางนี้
- เว็บไซต์และแอปฯ ThaiWater เช็กปริมาณฝนสะสมและระดับน้ำขังได้ที่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ThaiWater
- แผนที่เสี่ยงภัย GISTDA ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังด้วยดาวเทียมที่ระบบติดตามสถานการณ์น้ำท่วม GISTDA
- ระบบติดตามน้ำ กรมชลประทาน เช็กเกณฑ์การระบายน้ำและการไหลของน้ำเหนือได้ที่ศูนย์สารสนเทศน้ำ กรมชลประทาน
- เรดาร์ตรวจอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เช็กทิศทางกลุ่มเมฆฝนและประมาณการเวลาฝนตกได้ที่กรมอุตุนิยมวิทยา
- ระบบแจ้งเตือนภัย ปภ. 1784 & Traffy Fondue ติดตามประกาศเตือนภัยพิบัติประจำวันได้โดยตรงที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือแจ้งเหตุผ่าน Line @Traffyfondue
- สายด่วน ปภ. รับแจ้งเหตุ โทร. 1784
- สายด่วน กทม. โทร. 1555
- สายด่วนตำรวจจราจร (เช็กน้ำท่วม กทม.) โทร. 1197
ฝนตกหนักและน้ำท่วมกรุงเทพฯ อาจเป็นเรื่องที่เลี่ยงยาก แต่การป้องกันไม่ให้รถพังและไม่เสียเวลาฟรีบนถนนเป็นสิ่งที่ทำได้ เพียงแค่เช็กเรียลไทม์ล่วงหน้า มีสติ และปฏิบัติตามเทคนิคการขับรถลุยน้ำอย่างถูกต้อง คุณก็สามารถผ่านพ้นฤดูฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
เปลี่ยนข้อมูลภัยพิบัติให้เข้าใจง่าย ทางเลือกการสื่อสารยามวิกฤตสำหรับองค์กร
ยามเกิดวิกฤตฝนตกหนักหรือน้ำท่วมฉุกเฉิน การสื่อสารที่รวดเร็วคือสิ่งสำคัญ การส่งเอกสารประกาศยาว ๆ อาจทำให้พนักงานหรือลูกค้าสับสน หลายองค์กรจึงเลือกเปลี่ยนมาใช้ Visual Note, Infographic หรือ Motion Graphic ที่สั้น กระชับ ย่อยง่าย โดยให้ทีมงานมืออาชีพอย่าง Learn Studio ช่วยสรุปข้อมูลเตือนภัยและแนะนำทางเลี่ยงเมืองให้อ่านง่าย สวยงาม เพื่อกระจายข่าวได้อย่างทันท่วงทีผ่านโซเชียลมีเดีย
ภาพจาก ไทยรัฐ

บทความโดย ทีม Learn Studio


