HR VS Online Course จ้างทีมถ่าย “จ่ายแล้วจบ” ไม่เพิ่มภาระให้ HR

จ้างทีมถ่าย “จ่ายแล้วจบ” ไม่เพิ่มภาระให้ HR

“อยากทำคอร์สออนไลน์ให้พนักงาน แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากสคริปต์ สไลด์นำเสนอ หรือถ่ายวิดีโอก่อน ?”

นี่เป็นคำถามที่ทีม HR น่าจะคุ้นเคยดี เพราะ HR ไม่ได้ดูแลแค่เรื่องรับคนเข้าหรือจัดการเอกสาร แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนในองค์กรด้วย

คอร์สออนไลน์จึงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการปฐมนิเทศพนักงานใหม่, Training ทักษะ, ถ่ายทอดองค์ความรู้ และ Upskill/Reskill ทีมงาน

Table of Contents

หลายองค์กรอาจมองว่า คอร์สออนไลน์เป็นเรื่องของทีม Training หรือ Production แต่จริง ๆ แล้ว HR มักเป็นคนที่ต้องอยู่ตรงกลางของโปรเจกต์ ตั้งแต่รวบรวมเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ ประสานผู้สอน ตรวจสคริปต์นัดถ่าย ไปจนถึงตามแก้งานและนำคอร์สขึ้นใช้งานจริง ยิ่งองค์กรมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง งานเล็ก ๆ อย่างการทำคอร์สหนึ่งชุดก็อาจกลายเป็นโปรเจกต์ที่กินเวลามากกว่าที่คิด

แทนที่จะต้องจัดอบรมสดซ้ำ ๆ ทุกครั้ง องค์กรสามารถเปลี่ยนเนื้อหาเหล่านี้ให้เป็นคอร์สที่พนักงานเปิดเรียนได้ตามเวลา แต่เบื้องหลังคอร์สหนึ่งคอร์สก็มีทั้งการจัดเนื้อหา เขียนสคริปต์ ทำสไลด์นำเสนอ ถ่ายทำ ตัดต่อ และกราฟิก ซึ่งอาจกลายเป็นงานประสานที่ HR ต้องรับเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

ถ้าจ้างแล้ว HR ยังต้องตามสคริปต์ ตามกราฟิก ตามคนตัดต่อ และเช็กทุกจุดด้วยตัวเอง ก็อาจยังไม่ใช่บริการแบบ “จ่ายแล้วจบ” ที่องค์กรกำลังมองหา เพราะฉะนั้น คอร์สออนไลน์ที่ดีจึงไม่ควรแค่ “สอนคนได้” แต่ควรช่วยให้ HR จ่ายแล้วจบ และไม่ต้องเหนื่อยตามงานจุกจิกเองทุกขั้นตอน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเลือกใช้บริการแบบครบวงจร

กว่าคอร์สออนไลน์จะสำเร็จ ต้องผ่านอะไรบ้าง ?

การจัดทำคอร์สไม่ได้จบแค่การถ่ายวิดีโอ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การจัดเนื้อหา ไปจนถึงการเตรียมไฟล์ให้พร้อมใช้งานจริง โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอนหลัก

1. Content & Structure
เริ่มจากการจัดเนื้อหาให้เป็นลำดับที่เข้าใจง่าย ดูว่าเรื่องไหนควรอยู่ก่อนหรือหลัง เนื้อหาส่วนไหนควรตัดออก และควรแบ่งเป็นกี่บท เพื่อไม่ให้ผู้เรียนต้องรับข้อมูลจำนวนมากในครั้งเดียว

2. Pre-Production
เมื่อโครงสร้างคอร์สชัดแล้ว จึงเข้าสู่การเตรียมสคริปต์ สตอรีบอร์ด สไลด์นำเสนอ และแผนการถ่ายทำ ขั้นตอนนี้ช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกันก่อนเริ่มผลิตจริง และลดการแก้งานภายหลัง

3. Production & Post-Production
เป็นขั้นตอนของการถ่ายทำและเรียบเรียงเนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะกับการเรียนรู้ เช่น วิดีโออีเลิร์นนิง วิดีโอสัมภาษณ์ กราฟิก ซับไตเติล หรือโมชันกราฟิก โดยเลือกใช้เท่าที่จำเป็นกับเนื้อหา ไม่ใช่ใส่ทุกอย่างเพียงเพื่อให้ดูซับซ้อน

4. เตรียมสื่อให้พร้อมใช้งาน
เมื่อผลิตเสร็จแล้ว เนื้อหาควรถูกจัดเป็นไฟล์ที่นำไปใช้งานต่อได้ง่าย เช่น แยกวิดีโอตามบทเรียน สไลด์นำเสนอ อินโฟกราฟิก หรือสื่อประกอบอื่น ๆ

เป้าหมายของแต่ละขั้นตอนจึงไม่ใช่แค่ทำให้ “คอร์สเสร็จ” แต่คือทำให้เนื้อหาที่มีอยู่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย และเหมาะกับการเรียนรู้ของคนในองค์กรจริง ๆ

แล้ว HR จะเหนื่อยน้อยลงได้อย่างไร ?

หัวใจอยู่ที่คำว่า คนกลาง หรือ Single Point of Contact

แทนที่ HR จะต้องคุยกับคนเขียนสคริปต์ ทีมถ่ายทำ ทีมกราฟิก และทีมตัดต่อ แยกกัน การมีทีม Production ที่สามารถดูภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบจะช่วยลดจำนวนรอบการประสานงานอย่างมาก

แต่สิ่งสำคัญคือองค์กรเองควรเตรียม 3 อย่างให้ชัดตั้งแต่เริ่ม ได้แก่

  • ใครคือผู้เรียน
  • หลังเรียนจบอยากให้เขา “รู้อะไรหรือทำอะไรได้”
  • ใครคือผู้อนุมัติเนื้อหาคนสุดท้าย

สามเรื่องนี้ช่วยลดการแก้งานวนไปมาได้มากกว่าการทำบรีฟยาวหลายสิบหน้าเสียอีก

Online หรือ Offline ? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับ Training ขององค์กร

Online Training และ Offline Training ไม่มีรูปแบบไหนที่ “ดีกว่า” ในทุกสถานการณ์ เพราะสิ่งสำคัญคือ รูปแบบการเรียนต้องเหมาะกับสิ่งที่องค์กรต้องการให้พนักงานเรียนรู้

หากเป็นเนื้อหาที่ต้องการให้พนักงานจำนวนมากได้รับข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน เช่น การปฐมนิเทศ ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการ การปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กร หรือความรู้พื้นฐาน คอร์สออนไลน์มักเหมาะกว่า เพราะสามารถเรียนซ้ำได้ตามเวลา และไม่จำเป็นต้องจัดอบรมใหม่ทุกครั้งที่มีพนักงานเข้าใหม่

ในทางกลับกัน หากเป้าหมายคือการฝึกทักษะที่ต้องอาศัยการลงมือทำ การสนทนา หรือฟีดแบ็กจากผู้สอน เช่น ทักษะความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การขาย หรือเวิร์กชอปแก้โจทย์ร่วมกัน การจัด Offline Training อาจตอบโจทย์มากกว่า

สิ่งที่ต้องการOnline TrainingOffline Training
ถ่ายทอดความรู้มาตรฐานเหมาะเหมาะ
พนักงานจำนวนมากหรือหลายสาขาเหมาะมากจัดการยากกว่า
เรียนซ้ำได้ทำได้ง่ายต้องจัดอบรมใหม่
ฝึกปฏิบัติและรับฟีดแบ็กมีข้อจำกัดเหมาะมาก
Discussion และ Interactionทำได้บางรูปแบบเหมาะ
การปฐมนิเทศพนักงานใหม่เหมาะมากเหมาะ
ลดการจัด Training ซ้ำช่วยได้มากมีข้อจำกัด

หลายองค์กรจึงไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง Online หรือ Offline เพียงอย่างเดียว แต่สามารถใช้ Blended Learning หรือการผสมทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างเช่น ให้พนักงานเรียนคอร์สออนไลน์เพื่อทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน จากนั้นจึงมาเข้าร่วมเวิร์กชอปเพื่อฝึกใช้ความรู้จริง วิธีนี้ช่วยลดเวลาที่ผู้สอนต้องใช้กับการอธิบายเนื้อหาพื้นฐานซ้ำ ๆ และทำให้เวลาในห้อง Training ถูกใช้กับการฝึกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้มากขึ้น

ดังนั้นก่อนตัดสินใจว่าจะทำ Training แบบไหน HR อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า

“เรื่องนี้ต้องการให้พนักงานแค่ ‘รู้’ หรือจำเป็นต้อง ‘ฝึกจนทำได้’ ?”

ถ้าเป้าหมายหลักคือการส่งต่อความรู้ที่ต้องใช้ซ้ำ คอร์สออนไลน์อาจช่วยให้องค์กรบริหาร Training ได้ง่ายขึ้น แต่หากเป็นทักษะที่ต้องฝึก การนำคอร์สออนไลน์มาใช้ร่วมกับ Offline อาจให้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกว่า

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเปลี่ยนทุก Training ให้เป็นคอร์สออนไลน์แต่คือการเลือก รูปแบบการเรียนรู้ให้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละเนื้อหา และใช้ทรัพยากรของ HR และผู้สอนได้อย่างเหมาะสม

Q&A เกี่ยวกับการทำคอร์สออนไลน์สำหรับองค์กร

Q : คอร์สออนไลน์สำหรับองค์กรเหมาะกับ Training แบบไหน ?

เหมาะกับเนื้อหาที่ต้องการให้พนักงานเรียนรู้มาตรฐานเดียวกัน เช่น การปฐมนิเทศ ความรู้เกี่ยวกับสินค้า กระบวนการทำงาน และการพัฒนาทักษะพื้นฐาน

Q : มีแค่สไลด์นำเสนอหรือเอกสารเดิมสามารถนำมาทำคอร์สออนไลน์ได้ไหม ?

ได้ โดยสามารถนำเนื้อหาเดิมมาจัดโครงสร้าง แบ่งบท และปรับวิธีนำเสนอให้เหมาะกับการเรียนผ่านวิดีโอมากขึ้น

Q : ผู้สอนในคอร์สออนไลน์จำเป็นต้องพูดเก่งหน้ากล้องไหม ?

ไม่จำเป็น เพราะการเตรียมสคริปต์ การซ้อม และรูปแบบการถ่ายที่เหมาะสมจะเป็นตัวช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรถ่ายทอดเนื้อหาได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

Q : สามารถนำผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญในองค์กรมาถ่ายคอร์สได้ไหม ?

ได้ โดยเหมาะสมอย่างยิ่งกับเนื้อหาที่ต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้เฉพาะทาง หรือแนวทางการทำงานจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

Q : คอร์สออนไลน์สำหรับพนักงานหลายสาขาควรจัดอย่างไร ?

ควรจัดเนื้อหาเป็นบทเรียนที่เข้าถึงได้จากหลายพื้นที่ และใช้เนื้อหาชุดเดียวกันเพื่อช่วยให้พนักงานได้รับข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน

Q : คอร์สออนไลน์ควรแบ่งเป็นกี่บท และแต่ละคลิปควรยาวแค่ไหน ?

ไม่มีระยะเวลาตายตัว ควรแบ่งตามหัวข้อและเป้าหมายการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถติดตามและกลับมาทบทวนเฉพาะเรื่องได้ง่าย

Q : คอร์สออนไลน์จำเป็นต้องมีซับไตเติลหรือไม่ ?

ไม่จำเป็นทุกกรณี แต่ซับไตเติลช่วยให้ติดตามเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีศัพท์เฉพาะ หรือสำหรับผู้เรียนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปิดเสียงไม่ได้ หรือมีผู้เรียนที่มีหลายกลุ่ม

Q : คอร์สออนไลน์สามารถแก้ไขหรืออัปเดตเนื้อหาภายหลังได้ไหม ?

ได้ หากวางโครงสร้างเป็นบทตั้งแต่แรก เมื่อข้อมูลเปลี่ยน องค์กรสามารถปรับเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องได้ง่ายกว่าการผลิตใหม่ทั้งหมด

Q : จะวัดผลคอร์สออนไลน์สำหรับพนักงานอย่างไร ?

สามารถดูทั้งอัตราการเรียนจบ แบบทดสอบ Feedback ของผู้เรียน และผลหลัง Training ว่าพนักงานสามารถนำความรู้ไปใช้กับงานจริงได้หรือไม่

Q : ทำคอร์สออนไลน์เองกับจ้างทีม Production ต่างกันอย่างไร ?

การทำเองช่วยให้องค์กรควบคุมรายละเอียดได้โดยตรง ส่วนการจ้างทีม Production ช่วยลดภาระด้านสคริปต์ การถ่ายทำ กราฟิก ตัดต่อ และการประสานงานหลายขั้นตอน

Q : ก่อนจ้างบริษัททำคอร์สออนไลน์ควรถามอะไรบ้าง ?

ควรถามเรื่องขอบเขตงาน ขั้นตอนการผลิต จำนวนรอบแก้ ผู้รับผิดชอบหลัก ไฟล์ที่จะได้รับ และการนำผลงานไปใช้งานต่อหลังจบโปรเจกต์

Q : หลังผลิตคอร์สเสร็จ องค์กรควรได้รับไฟล์อะไรบ้าง ?

ขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน แต่อาจรวมถึงวิดีโอแยกตามบท สไลด์ อินโฟกราฟิก Subtitle และสื่อประกอบที่พร้อมนำไปใช้กับระบบ Training ขององค์กร

คอร์สเรียนที่ดี ไม่ได้เริ่มจากกล้อง

หลายคนเริ่มโปรเจกต์ด้วยคำถามว่า “ถ่ายแบบไหนดี ?”

แต่คำถามที่ควรถามก่อนคือ

“เรากำลังอยากให้คนเรียนอะไร และหลังเรียนจบเขาควรพัฒนาขึ้นอย่างไร ?”

เมื่อคำตอบตรงนี้ชัด ทีมผลิตจึงค่อยเลือกได้ว่าเนื้อหาส่วนไหนควรเป็น Video E-Learning ส่วนไหนควรใช้ Presentation Infographic หรือ Motion Graphic

Learn Studio ช่วยตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลดิบและจัดโครงสร้างเนื้อหา ไปจนถึงการผลิต Video E-Learning และ Presentation เพื่อให้องค์กรได้ผลงานที่ไม่ได้แค่ “ผลิตเสร็จ” แต่พร้อมนำไปใช้พัฒนาคนต่อได้จริง

เพราะสุดท้าย คอร์สออนไลน์ที่ดีไม่ควรทำให้ HR มีงานเพิ่มขึ้น แต่ควรช่วยเปลี่ยนความรู้ขององค์กรให้กลายเป็นสื่อที่เรียนง่าย ใช้ซ้ำได้ และบริหารจัดการได้ง่ายกว่าเดิม

คอร์สออนไลน์ที่ดี ไม่ควรเพิ่มงานให้ HR ทำอย่างไรให้ HR ไม่ต้องเหนื่อยประสานงานจุกจิก
“เรากำลังอยากให้คนเรียนอะไร และหลังเรียนจบเขาควรพัฒนาขึ้นอย่างไร ?”

บทความโดย ทีม Learn Studio

SHARE