สถานการณ์มรสุมและฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย จนเกิดปัญหาน้ำท่วมขังและน้ำป่าไหลหลาก ได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน ทรัพย์สิน และยานพาหนะเป็นวงกว้าง
เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การฟื้นฟูหลังน้ำลดอย่างถูกต้อง” เพราะหากจัดการผิดวิธีอาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิต เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร เครื่องยนต์พังถาวร โรคระบาด และการสูญเสียสิทธิ์ช่วยเหลือจากภาครัฐ
เพื่อให้การฟื้นฟูบ้าน ยานพาหนะ และสุขภาพเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ลิสต์สรุปแนวทางปฏิบัติสำคัญ 8 ข้อที่ต้องดำเนินการทันทีหลังน้ำลด มีดังนี้
- ตัดระบบไฟฟ้าก่อนเข้าบ้าน ตรวจเช็กตู้ควบคุม สายไฟ และปลั๊กไฟโดยช่างผู้เชี่ยวชาญก่อนเปิดใช้งานเสมอ
- เร่งขัดคราบโคลนขณะยังเปียก ใช้น้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกตามประเภทพื้นผิว แล้วทำความสะอาดขั้นตอนสุดท้ายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำยาซักผ้าขาว หรือ Dettol
- ทิ้งปลั๊กสามตาและปลั๊กพ่วงที่จมน้ำทันที ไม่นำกลับมาใช้ใหม่เพื่อป้องกันไฟลัดวงจร
- ห้ามสตาร์ตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกชนิด ให้ปลดขั้วแบตเตอรี่ และใช้รถสไลด์ยกลากเข้าอู่หรือศูนย์บริการเท่านั้น
- ฉีดล้างตัวรถด้วยน้ำแรงดันต่ำ ซักตากพรมและเบาะนั่ง ระวังห้ามใช้สายยางฉีดน้ำเข้าภายในตัวรถ และห้ามใช้น้ำแรงดันสูงฉีดอัดห้องเครื่องยนต์ หรือเรือนไมล์
- สวมรองเท้าบูทยางทุกครั้งที่เดินลุยน้ำหรือโคลน เพื่อป้องกันโรคฉี่หนูและพยาธิชอนไชผิวหนัง พร้อมดูแลทำความสะอาดอุ้งเท้าและขนของสัตว์เลี้ยง
- ดูแลและประเมินสุขภาพจิต หากเกิดภาวะเครียดสะสมสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือแอปพลิเคชัน OOCA
- ลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาอุทกภัย 9,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือยื่นคำร้อง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)/สำนักงานเขตในพื้นที่
Table of Contents
1. ฟื้นฟูดูแลบ้าน
ล้างคราบโคลน และการเลือกใช้น้ำยาล้างบ้านที่ถูกต้อง
บ้านที่ผ่านการจมน้ำท่วมขังจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และตรวจสอบความปลอดภัยในโครงสร้างก่อนเข้าอยู่อาศัย
- ตัดระบบไฟฟ้าทันที ห้ามสับคัตเอาต์หรือเปิดสวิตช์ไฟในบ้านเด็ดขาด สายไฟ ปลั๊กไฟ และตู้ควบคุมไฟที่เคยจมน้ำต้องแห้งสนิท และได้รับการตรวจสอบจากช่างไฟฟ้าก่อนใช้งาน
- ล้างคราบโคลนขณะยังเปียก เมื่อน้ำลดลง ให้รีบฉีดน้ำล้างและขัดคราบโคลนออกจากพื้นและผนังทันทีขณะที่โคลนยังเปียกอยู่ เพราะหากปล่อยให้โคลนแห้งสนิท มันจะเกาะตัวแข็งขัดออกยากมาก
- การเลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดบ้าน
- ผงซักฟอก เหมาะสำหรับขัดคราบโคลน ดิน และสิ่งสกปรกฝังแน่นบนพื้นปูน พื้นกระเบื้อง หรือบริเวณนอกบ้าน
- น้ำยาล้างจาน เหมาะสำหรับเช็ดล้างทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ คราบมัน คราบโคลนบนสิ่งของที่ละเอียดอ่อน หรือภาชนะในครัวเรือน เนื่องจากมีความเป็นกรด-ด่างที่เป็นกลาง ไม่ทำลายผิวสัมผัส
- น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮเตอร์/โซเดียมไฮโปคลอไรต์) หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ (เช่น Dettol) จำเป็นที่สุดสำหรับการล้างขั้นตอนสุดท้าย เพื่อฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อโรคที่มากับน้ำท่วม โดยนำมาผสมน้ำตามอัตราส่วนบนขวด ราดหรือเช็ดถูทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก (ข้อควรระวัง ห้ามผสมน้ำยาซักผ้าขาวร่วมกับน้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือน้ำยาล้างห้องน้ำเด็ดขาด เพราะจะเกิดก๊าซพิษอันตราย)
- ระบายความชื้นป้องกันเชื้อรา เปิดประตูและหน้าต่างทุกบานเพื่อให้อากาศถ่ายเท แสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดความชื้นสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเชื้อราดำบนผนังและเฟอร์นิเจอร์
- สำรวจรอยแตกร้าวของโครงสร้าง ตรวจสอบเสาบ้าน ผนัง และรากฐานว่ามีรอยแตกร้าว ทรุดตัว หรือเอียงหรือไม่ หากพบความผิดปกติควรรีบแจ้งช่างโยธาเข้าตรวจสอบก่อนเข้าพักอาศัย
2. ฟื้นฟูดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำ : อันไหนซ่อมได้ อันไหนต้องทิ้ง
- กฎเหล็ก : ห้ามเสียบปลั๊กทดลองใช้งานเด็ดขาด แม้ภายนอกจะดูแห้งแล้ว แต่ภายในแผงวงจรอาจยังมีความชื้นและคราบโคลนเกาะอยู่ การเสียบปลั๊กจะทำให้วงจรไฟฟ้าลัดวงจรและเสียหายถาวรทันที
- ปลั๊กสามตาและสายปลั๊กพ่วง : ต้องทิ้งทันที หากปลั๊กสามตาหรือสายพ่วงจมน้ำท่วมขัง แนะนำให้ “ทิ้งทันที” ไม่ควรนำกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากทองเหลืองและจุดเชื่อมต่อภายในเกิดสนิมได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดไฟลัดวงจรและอัคคีภัยสูงมาก
- พัดลม ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ถอดปลั๊ก รื้อแกะฝาครอบ ทำความสะอาดคราบโคลนด้วยน้ำสะอาด หรือสเปรย์ไล่ความชื้นสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า ตั้งทิ้งไว้ให้แห้งสนิทในที่ร่มมีลมโกรกอย่างน้อย 3-5 วัน แล้วส่งให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าก่อนนำกลับมาใช้
- ทีวี เครื่องเสียง และไมโครเวฟ อุปกรณ์ที่มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อนและมีความดันไฟฟ้าสูง ไม่แนะนำให้เปิดใช้งานเอง ควรสื่อสารกับศูนย์บริการเพื่อส่งซ่อมแซม
3. ฟื้นฟูดูแลรถยนต์หลังจมน้ำ
การดูแลรถยนต์ตามประเภทระบบขับเคลื่อน
- รถยนต์เครื่องยนต์น้ำมัน (ICE)
- ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์เด็ดขาด ป้องกันน้ำเข้าห้องเผาไหม้จนก้านสูบหักหรือเครื่องยนต์พังถาวร (Hydro-lock)
- ปลดสายแบตเตอรี่ขั้วลบ เพื่อตัดระบบจ่ายไฟ ป้องกันกล่อง ECU ช็อต
- ถ่ายรูปหลักฐานและยกรถเข้าอู่ ถ่ายรูปคราบน้ำรอบตัวรถและในห้องโดยสารไว้เคลมประกัน จากนั้นใช้รถสไลด์ยกรถไปถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และดูดน้ำออกจากถังเชื้อเพลิง
- รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถไฮบริด
- ปลดขั้วแบตเตอรี่ 12V ออกทันที เพื่อตัดระบบสั่งการและกล่องควบคุมตัวรถ
- ห้ามเปิดระบบ Power/กด Start หรือสัมผัสสายไฟแรงดันสูง (สายสีส้ม) และเต้ารับใต้ท้องรถเด็ดขาด (สำหรับรถ Mild Hybrid 48V และรถบรรทุก 24V ให้ปลดขั้วแบตเตอรี่หรือสับสวิตช์ Isolator ลง)
- ยกรถเข้าศูนย์บริการแบรนด์ EV โดยตรง ให้ช่างใช้อุปกรณ์ตรวจวัดค่าความต้านทานฉนวนไฟฟ้า (Insulation Resistance Test) เพื่อตรวจสอบกระแสไฟฟ้ารั่วลงตัวถัง ป้องกันไฟฟ้าช็อต หรือเพลิงไหม้ก่อนจ่ายไฟเข้าระบบ
- การเคลมประกันภัย สำหรับรถที่มีประกันภัย คปภ. จะเข้ามาช่วยประสานงานเร่งรัดขั้นตอนจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้รวดเร็วขึ้น (Thai PBS News, 2569)
ขั้นตอนและวิธีล้างรถยนต์
- ภายนอกตัวรถ ใช้สายยางฉีดน้ำแรงดันต่ำล้างคราบโคลนออกก่อน (ห้ามใช้ผ้าเช็ดขณะโคลนแห้งเพราะจะเกิดรอย) เน้นฉีดล้างใต้ท้องรถ ซุ้มล้อ และระบบเบรกเพื่อป้องกันสนิม
- ภายในห้องโดยสาร ถอดพรมและเบาะนั่งออกมาซักตากแดด ห้ามใช้สายยางฉีดน้ำเข้าในตัวรถเด็ดขาด เพราะน้ำจะซึมเข้าชั้นโฟม สายไฟ และกล่องเซนเซอร์ใต้เบาะจนเสียหายถาวรและเกิดเชื้อรา ให้ใช้น้ำยาล้างเบาะเช็ดทำความสะอาดคอนโซล ดูดความชื้นออก แล้วเปิดประตูตากแดด
- ห้องเครื่องยนต์ ห้ามใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดอัดเด็ดขาด ให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดหรือสเปรย์ทำความสะอาดแบบแห้งเช็ดคราบโคลนออกอย่างเบามือ ระวังน้ำเข้าปลั๊กไฟ กล่อง ECU และกรองอากาศ
4. ฟื้นฟูดูแลรถจักรยานยนต์หลังจมน้ำ
การดูแลรถจักรยานยนต์ตามประเภทระบบ
- ระบบเชื้อเพลิง เบรก และชุดขับเคลื่อน
- ถังน้ำมันและระบบเบรก คว่ำถังถ่ายน้ำมันเดิมที่ปนเปื้อนน้ำออก ล้างถัง เปลี่ยนไส้กรอง และถ่ายไล่น้ำมันเบรกเก่าออกทั้งระบบแล้วเติมใหม่ทันที ป้องกันเบรกจมและสนิม
- ชุดสเตอร์และแครงก์ ล้างโคลนออกจากฟันสเตอร์และโซ่ เช็ดแห้ง หยอดน้ำมันลื่น ส่วนรถเกียร์ให้ถ่ายน้ำมันเครื่อง/ล้าง Flushing Oil ส่วนรถออโตเมติกให้ถอดฝาครอบแครงก์ CVT ล้างโคลนในห้องสายพานแล้วเป่าแห้ง ป้องกันสายพานลื่น
- รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์น้ำมัน
- รุ่นคาร์บูเรเตอร์/เกียร์ธรรมดา ห้ามสตาร์ต ถอดหัวเทียนออก หมุนเครื่องเบา ๆ ไล่น้ำออกจากห้องเผาไหม้ เปลี่ยนไส้กรองอากาศ และถ่ายน้ำมันเครื่อง/เฟืองท้าย
- รุ่นหัวฉีด/มีกล่อง ECU ปลดแบตเตอรี่ ถอดกล่อง ECU เรือนไมล์ และปลั๊กไฟมาเป่าลมเย็นไล่ความชื้น ฉีดสเปรย์ Contact Cleaner ล้างปลั๊กและเซนเซอร์เพื่อป้องกันไฟช็อตและคราบขี้เกลือ
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV Bike)
- ห้ามเปิดสวิตช์หรือบิดคันเร่งเด็ดขาด ป้องกันกล่องควบคุม (MCU) และเซนเซอร์คันเร่งลัดวงจรจนไหม้
- สับเบรกเกอร์หลักหรือถอดปลั๊กแบตเตอรี่ แล้วผึ่งลมในที่ร่ม 3-5 วัน เพื่อให้ความชื้นในกล่อง BMS ระเหยออกจนหมดก่อนทดสอบใช้งาน
ขั้นตอนและวิธีล้างรถจักรยานยนต์
- ตัวรถ ฉีดน้ำล้างคราบโคลนจากบนลงล่าง ล้างซอกดุมล้อ สเตอร์ โซ่ และฝาแครงก์ ห้ามใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดอัดใส่เรือนไมล์ สวิตช์แฮนด์ หรือปลั๊กไฟเด็ดขาด หลังล้างเสร็จเช็ดแห้งและหยอดน้ำมันโซ่
- เครื่องยนต์ ใช้แปรงขนนุ่มร่วมกับน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกขัดล้างคราบโคลนภายนอกเสื้อสูบและแครงก์ ระวังไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าปลายท่อไอเสียและกรองอากาศ
5. ฟื้นฟูดูแลสุขภาพกาย
สาเหตุของโรคและวิธีรักษา
- โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง
- สาเหตุ เกิดจากตัวอ่อนของพยาธิปากขอหรือพยาธิเส้นด้ายที่ปะปนอยู่ในดินโคลนและน้ำท่วมขัง ชอนไชเข้าทางผิวหนังตามง่ามนิ้วเท้าและฝ่าเท้าเมื่อเดินลุยน้ำหรือย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า
- ระยะสังเกตอาการ 1-3 วัน หลังสัมผัสโคลนหรือน้ำท่วม
- อาการ มีอาการคันอย่างรุนแรง เกิดตุ่มแดงหรือผื่นแดงยกนูนคดเคี้ยวตามทางที่พยาธิชอนไช
- วิธีรักษา รับประทานยาถ่ายพยาธิภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ควบคู่กับการใช้ยาทาเฉพาะที่เพื่อลดอาการคัน และหลีกเลี่ยงการเกาเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (CDC, 2569)
- โรคไข้ฉี่หนู
- สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ที่ปนเปื้อนในปัสสาวะของหนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไหลมากับน้ำท่วมและเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ผิวหนังเปื่อย หรือเยื่อบุ
- ระยะสังเกตอาการ 7-14 วัน (พบได้ตั้งแต่ 2-30 วัน)
- อาการ ไข้สูงปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง ตาแดง
- วิธีรักษา ต้องรีบพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ ในกรณีอาการรุนแรงอาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือดดำและให้น้ำเกลือประคบพยุงอาการ (CDC, 2569)
- โรคน้ำกัดเท้าและเชื้อราผิวหนัง
- สาเหตุ เกิดจากผิวหนังแช่น้ำนานจนเปื่อย ทำให้เชื้อรากลุ่ม Dermatophytes และแบคทีเรียเจริญเติบโตลุกลาม
- ระยะสังเกตอาการ 2-5 วัน
- อาการ ผิวหนังซอกนิ้วเท้าเปื่อย ลอก เป็นตุ่มคัน แสบร้อน
- วิธีรักษา ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งสนิท ทายาฆ่าเชื้อราเฉพาะที่ ต่อเนื่องจนกว่าผื่นจะหายขาด (Mayo Clinic, 2569)
- โรคไข้เลือดออก
- สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่ขยายพันธุ์ในน้ำท่วมขังตามภาชนะรอบบ้าน
- ระยะสังเกตอาการ 3-14 วัน
- อาการ ไข้สูงลอย ปวดเมื่อยตามตัว มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
- วิธีรักษา ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ ให้รักษาตามอาการเพื่อลดไข้ ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่มาก ๆ (ข้อควรระวัง ห้ามรับประทานยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยาในกลุ่ม NSAIDs เด็ดขาดเพราะเสี่ยงภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร) หากพบอาการซึม หรืออาเจียนเป็นเลือดต้องรีบพบแพทย์ทันที (WHO, 2568)
- โรคตาแดง
- สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในน้ำท่วมขังสาดกระเด็นเข้าตา หรือใช้มือเปื้อนสัมผัสขยี้ตา
- ระยะสังเกตอาการ 1-3 วัน
- อาการ ระคายเคือง แสบตา มีขี้ตามาก ตาแดง
- วิธีรักษา ล้างตาด้วยน้ำเกลือล้างแผล หยอดตาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมและระคายเคือง หลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตา และแยกของใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ (CDC, 2569)
6. ฟื้นฟูดูแลสัตว์เลี้ยง
สาเหตุของโรคและวิธีรักษา
- โรคพยาธิชอนไชในสัตว์เลี้ยง (Hookworm Infection in Dogs)
- สาเหตุ เกิดจากตัวอ่อนพยาธิปากขอในดินโคลนชอนไชเข้าทางอุ้งเท้าสุนัขและแมวขณะเดินลุยน้ำ/ย่ำโคลน
- ระยะสังเกตอาการ 2-7 วัน
- อาการ อุ้งเท้าอักเสบ บวมแดง สัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมเลียหรือกัดเท้าตัวเองตลอดเวลา ขนร่วงเป็นวง
- วิธีรักษา ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อรับยาถ่ายพยาธิชนิดกินหรือยาหยดหลังคอฆ่าพยาธิ ร่วมกับการทำความสะอาดและฟอกอุ้งเท้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับสัตว์เลี้ยง (MSD Veterinary Manual, 2569)
- โรคฉี่หนูในสุนัข (Leptospirosis in Dogs)
- สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Leptospira จากน้ำขังที่ปนเปื้อนปัสสาวะหนู เข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือการเลียกินน้ำปนเปื้อน
- ระยะสังเกตอาการ 4-12 วัน
- อาการ ซึม ไข้สูง อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
- วิธีรักษา ต้องนำส่งสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที โดยอาจจะได้รับยาปฏิชีวนะ ควบคู่กับการให้น้ำเกลือผ่านทางหลอดเลือดดำและรักษาประคบพยุงอาการตามระบบตับและไต (AVMF)
- โรคติดเชื้อไวรัสและลำไส้อักเสบ (Canine Parvovirus Infection)
- สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสพาร์โวหรือโคโรนาที่แพร่กระจายในสิ่งแวดล้อมและน้ำท่วมขังจากการขับถ่ายของสัตว์ป่วย
- ระยะสังเกตอาการ 3-7 วัน
- อาการ ซึม เบื่ออาหาร ถ่ายเหลวเป็นเลือด อาเจียนอย่างรุนแรง
- วิธีรักษา ยังไม่มียาฆ่าไวรัสโดยตรง สัตวแพทย์จะรักษาตามอาการด้วยการให้น้ำเกลือประคบพยุงเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ ฉีดยากันอาเจียน ยาระงับอาการถ่าย และยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (AVMF)
- โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อราและแบคทีเรีย
- สาเหตุ เกิดจากผิวหนังและขนอับชื้นจากการแช่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการติดเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes (Ringworm) หรือแบคทีเรียบนผิวหนัง (Pyoderma)
- ระยะสังเกตอาการ 3-7 วัน
- อาการ คัน มีตุ่มหนอง คราบตุ่ม ผิวหนังแดง อับชื้น ขนร่วงเป็นวงหรือเป็นแถบ
- วิธีรักษา อาบน้ำทำความสะอาดด้วยแชมพูยารักษาเชื้อราและแบคทีเรียสำหรับสัตว์เลี้ยง เป่าขนให้แห้งสนิทด้วยลมเย็น และใช้ยาทาหรือยารักษาต้านเชื้อรา/แบคทีเรียตามที่สัตวแพทย์สั่ง (AVMF), (AVMF)
7. ฟื้นฟูดูแลสุขภาพจิตใจของตัวเองและคนรอบข้าง
ภาวะความเครียดหลังประสบภัยพิบัติ (Post-Disaster Stress) เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ยามต้องรับมือกับความสูญเสีย
- ยอมรับความรู้สึกและพูดคุย พูดคุยระบายความรู้สึกกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือคนใกล้ชิด เพื่อลดความกดดันทางจิตใจ
- แบ่งเวลาพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูทุกอย่างให้เสร็จในวันเดียว ค่อย ๆ ทำทีละส่วน และพักผ่อนให้เพียงพอ
- ช่องทางปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- หน่วยงานรัฐ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เว็บไซต์หลัก https//dmh.go.th หรือรับบริการผ่านระบบออนไลน์ https://1323alltime.camri.go.th/ รวมถึงโทรฟรี สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
- แพลตฟอร์มภาคเอกชน OOCA (อูก้า) แอปพลิเคชันและเว็บไซต์ปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ https//ooca.co
8. ตรวจสอบเอกสารสำคัญและการขอรับสิทธิช่วยเหลือจากรัฐ (อัปเดตล่าสุดปี 2569)
เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การขอรับเงินเยียวยาอุทกภัยปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 โดยจ่ายเงินเหมาจ่าย ครัวเรือนละ 9,000 บาท (1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน) สำหรับที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ประกาศเขตประสบสาธารณภัยหรือเขตให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน ครอบคลุมกรณีน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วันแต่ทรัพย์สินเสียหาย หรือน้ำท่วมขังต่อเนื่องเกิน 7 วันขึ้นไป
กรณีเสียชีวิตจากอุทกภัยหรือดินโคลนถล่มโดยตรง มีเงินช่วยเหลือค่าจัดการศพรายละ 2,000,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด
ช่องทางลงทะเบียนและขั้นตอนการรับเงิน
การยื่นขอรับเงินเยียวยาสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทางหลัก
- ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เข้าแอปพลิเคชัน เลือก “บริการทั้งหมด” -> หมวด “ลงทะเบียนตรวจสอบสิทธิ” -> เลือกบริการ “ยื่นขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามมติ ครม.” กดอนุญาต ยอมรับเงื่อนไข กรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่อาศัย รายละเอียดความเสียหาย และแนบรูปถ่ายหลักฐาน จากนั้นรับรองความถูกต้องและกดส่งแบบคำร้อง โดยสามารถติดตามสถานะผ่านแอปได้ทันที
- ยื่นคำร้อง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำหรับผู้ไม่สะดวกลงทะเบียนออนไลน์ สามารถยื่นคำร้องกับ อปท., เทศบาล, อบต. หรือสำนักงานเขตในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
ข้อควรรู้ การลงทะเบียนเป็นเพียงการยื่นคำร้อง ไม่ได้รับเงินทันที ข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองสิทธิก่อน จากนั้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลักของผู้มีสิทธิ หากลงทะเบียนไม่ผ่านหรือพบปัญหาข้อมูลไม่ตรง สามารถติดต่อแจ้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ อปท. เพื่อตรวจสอบแก้ไข (พี่หมี TQM, 2569)
รายละเอียดเพิ่มเติมเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)
กรุงเทพมหานครเปิดขั้นตอนขอเงินช่วยเหลือหลังประกาศเขตประสบสาธารณภัยครอบคลุม 50 เขต (มีผลตั้งแต่ 25 กันยายน 2569) เพื่อให้สำนักงานเขตบริหารจัดการช่วยเหลือได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การประกาศครบ 50 เขตไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินทุกครัวเรือนโดยอัตโนมัติ ผู้ประสบภัยต้องแจ้งความเสียหายต่อสำนักงานเขตเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัยก่อนพิจารณาจ่ายเงินตามความเสียหายจริง
วงเงินช่วยเหลือสูงสุดตามหลักเกณฑ์ กทม./ท้องถิ่น
- ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ตามจริงไม่เกิน 49,500 บาท/หลัง
- ค่าที่พักชั่วคราว/เช่าบ้าน กรณีเสียหายบางส่วนไม่เกิน 3,000 บาท/ครอบครัว หรือเสียหายทั้งหลังไม่เกิน 3,000 บาท/เดือน (ไม่เกิน 2 เดือน)
- เงินทุนประกอบอาชีพ กรณีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เสียหายจนใช้การไม่ได้ ไม่เกิน 11,400 บาท/ครอบครัว
- ค่าเยียวยาการบาดเจ็บและรักษาพยาบาล เงินปลอบขวัญบาดเจ็บ ไม่เกิน 2,300 บาท/ราย, ค่ารักษาผู้ป่วยนอก ไม่เกิน 2,000 บาท, ผู้ป่วยใน ไม่เกิน 4,000 บาท
- ค่าจัดการศพและเงินสงเคราะห์ครอบครัว ค่าจัดการศพกรณีเสียชีวิตจากสาธารณภัย ไม่เกิน 29,700 บาท และเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิต ไม่เกิน 29,700 บาท/ครอบครัว
- ค่าดำรงชีพเบื้องต้น บ้านเสียหายทั้งหลังไม่เกิน 3,800 บาท/ครอบครัว และเสียหายบางส่วนไม่เกิน 1,800 บาท/ครอบครัว
ช่องทางแจ้งเหตุ กทม. ประชาชนใน กทม. สามารถแจ้งเรื่องที่สำนักงานเขตพื้นที่, สายด่วน กทม. 1555, แอปพลิเคชัน Traffy Fondue หรือศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. โทร 0 2248 5115 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง (TNN, 2569)
แนวทางนโยบายงบกลางปี 2569
รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยมีแนวคิดในการจัดสรรงบกลางปี 2569 เพื่อเตรียมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ กทม. โดยอยู่ระหว่างการประสานงานและตกลงหลักเกณฑ์ร่วมกัน เพื่อนำมาตรฐานการเยียวยาของ ปภ. และกระทรวงมหาดไทยที่ใช้ในต่างจังหวัดมาปรับใช้ช่วยเหลือประชาชนใน กทม. ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก (THE STANDARD, 2569)
การสื่อสารภัยพิบัติที่เข้าใจง่ายยามวิกฤต
ช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด ข้อมูลความปลอดภัยและขั้นตอนเยียวยาคือสิ่งสำคัญ Learn Studio พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ด้าน Visual Communication และ Motion Graphic ช่วยย่อยข้อมูลภาครัฐที่ซับซ้อนให้กลายเป็น Visual Note หรือ Infographic และคลิปวิดีโอเข้าใจง่าย สื่อสารตรงถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วผ่านทุกช่องทางดิจิทัล

ภาพจากไทยรัฐ
บทความโดย ทีม Learn Studio


